สรุปสั้นๆ
RCCB Type B คือ อุปกรณ์ตัดไฟรั่วชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถตรวจจับกระแสรั่วไหลได้ทั้งแบบ กระแสตรง และกระแสสลับ รวมถึงกระแสรั่วแบบความถี่สูง
อุปกรณ์ป้องกันในระบบไฟฟ้า
RCCB Type B เป็นอุปกรณ์ป้องกันในระบบไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ซึ่งในการป้องกันระบบไฟฟ้านั้น มีมาตรฐานอยู่หลายมาตรฐาน เช่น ANSI, IEEE, IEC ก่อนที่จะอธิบายถึง RCCB Type B คืออะไร จึงขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุปกรณ์ป้องกันในระบบไฟฟ้าก่อน เพื่อให้เข้าใจและสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ในบทความนี้จะขอยกตัวอย่างมาตรฐาน ANSI ซึ่งมาตรฐานได้กำหนดตัวเลขสำหรับระบุรูปแบบการทำงานเอาไว้ ในบทความนี้จะยกตัวอย่างตัวเลขที่เราสามารถเห็นได้บ่อยในการออกแบบระบบไฟฟ้า
| ANSI | Description |
|---|---|
| 12 | Over speed relay |
| 14 | Under speed relay |
| 21FL | Fault locator |
| 21G | Under impedance |
| 24 | Over excitation |
| 25 | Synchronization check |
| 27 | Undervoltage |
| 32 | Directional Under power relay / Directional over power relay |
| 32P | Active power |
| 32Q | Reactive power |
| 37 | Non-directional undercurrent |
| 40 | Under excitation |
| 46 | Negative-phase sequence (UNBALANCE) |
| 47 | Phase Sequence Protection Phase-sequence voltage protection |
| 48 | Start-up supervision for motors (STALL) |
| 49F | Thermal protection for cables |
| 49M 49G 49T | Three-phase thermal protection for machines (M-Motor, G-Generators, T-Transformer) |
| 50 | Instantaneous non-directional overcurrent |
| 50ARC | Arc fault protection |
| 50BF | Circuit Breaker Failure Protection |
| 50N/51N/51G | Non-directional definite time earth-fault/Inverse time overcurrnt |
| 50NARC | Earth-fault arc fault protection |
| 51 | Non-directional inverse time overcurrent |
| 51C | Shunt capacitors overcurrent |
| 51LR | Non-directional locked rotor overcurrent |
| 51V | Voltage restrained/controlled overcurrent |
| 59 | Overvoltage |
| 59N | Neutral point (residual) overvoltage |
| 66 | Excessive Start Protection |
| 67 | Directional overcurrent |
| 67N | Directional earth-fault overcurrent |
| 67NI | Directional transient intermittent earth fault overcurrent protection |
| 68 | Transformer/motor inrush current |
| 68F2 | Magnetizing in-rush, 2nd harmonic |
| 68F5 | Transformer over excitation, 5th harmonic |
| 79 | Auto-reclose |
| 81 | Frequency relay |
| 81L/81U | Under frequency |
| 81O | Over frequency |
| 86 | Protection Lockout |
| 87 | Differential protection |
จากตารางด้านบนแสดงให้เห็นว่ารูปแบบการทำงาน การป้องกันในระบบไฟฟ้ามีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งถูกนำไปใช้งานป้องกันที่แตกต่างกันออกไป เช่น นำไปใช้งานป้องกันอุปกรณ์ในระบบไฟฟ้า ทั้งสายส่งในระบบไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า รวมถึงการป้องกันความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินของมนุษย์ รูปแบบการทำงานของการป้องกันข้างต้น มีอุปกรณ์หลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้งานในการป้องกันแต่ละรูปแบบ บทความนี้จะขอยกตัวอย่างอุปกรณ์ป้องกันในระบบไฟฟ้าแรงต่ำที่พบเห็นได้บ่อยโดยทั่วไป ได้แก่
- ฟิวส์ (Fuse): เป็นอุปกรณ์ป้องกันที่นำมาใช้เพื่อป้องกันกระแสเกิน ภายในฟิวส์ประกอบด้วยแกนโลหะ เมื่อกระแสไหลผ่านในประมาณมากจะทำให้แกนโลหะนั้นละลาย โดยฟิวส์ตามทั่วไป จะมีการระบุขนาดพิกัดแรงดัน พิกัดกระแส เวลาตอบสนอง หากต้องการเลือกใช้งานต้องเลือกขนาดให้ถูกต้องตามการใช้งาน
- เซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker): เป็นอุปกรณ์ป้องกันที่สามารถป้องกันได้ทั้งกระแสเกิน และการช็อตเซอร์กิต ต่างจากฟิวส์ที่เซอร์กิตเบรกเกอร์สามารถรีเซ็ตการทำงานใหม่ได้เมื่อเกิดกระแสเกิน
- สามารถแบ่งตามหลักการทำงานได้ 2 แบบ คือ
- แบบ Thermomagnetic มีหลักการทำงานโดยใช้ Bimetal ตัดการทำงานเมื่อมีกระแสเกิน และใช้ Electromagnetic coil ในการตัดการทำงานเมื่อมีการช็อตเซอร์กิต
- แบบ Electronic ใช้ CT ในการวัดกระแส และประมวลผลด้วย Microcontroller
- สามารถแบ่งตามขนาดได้ 3 ประเภท คือ
- MCB Miniature Circuit Breaker (เบรกเกอร์ลูกย่อย) มีขนาดกระแสน้อยกว่าหรือเท่ากับ 100A
- MCCB Moulded Case Circuit Breaker มีขนาดกระแสน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1600A
- ACB Air Circuit Breaker มีขนาดกระแสน้อยกว่าหรือเท่ากับ 6300A
- สามารถแบ่งตาม Tripping curve คือ
- Type B จะตัดทันทีเมื่อมีกระแสไฟฟ้ามากกว่ากระแสพิกัด 3 ถึง 5 เท่า
- Type C จะตัดทันทีเมื่อมีกระแสไฟฟ้ามากกว่ากระแสพิกัด 5 ถึง 10 เท่า
- Type D จะตัดทันทีเมื่อมีกระแสไฟฟ้ามากกว่ากระแสพิกัด 10 ถึง 20 เท่า
หมายเหตุ: จะเห็นได้ว่าเซอร์กิตเบรกเกอร์ ก็จะชนิดที่เป็น Type B เหมือนกัน แต่ความหมายของ Type B ในเซอร์กิตเบรกเกอร์ จะหมายถึง Tripping curve ซึ่งจะเป็นคนละอย่างกับ RCCB Type B ซึ่งอาจจะทำให้สับสนได้
- สามารถแบ่งตามหลักการทำงานได้ 2 แบบ คือ
- Inrush Current Limiter: เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับป้องกันกระแสไฟฟ้ากระชาก ช่วยหลีกเลี่ยงความเสียหายต่ออุปกรณ์ การทริปของเบรกเกอร์ ตัวอย่างอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการป้องกันกระแสไฟฟ้ากระชากได้แก่ NTC Thermistors
- Surge Protection Device: เป็นอุปกรณ์ป้องกันที่นำมาใช้เพื่อป้องกันไฟกระชาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการป้องกัน ได้แก่ Metal Oxide Varistor (MOV) สภาวะปกติ MOV จะมีความต้านทานสูง แต่เมื่อมีการรับแรงดันไฟฟ้าสูงเข้ามา ความต้านทานของ MOV จะลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านตัว MOV ลงดินแทน ทำให้สามารถป้องกันความเสียหายต่ออุปกรณ์อื่นๆ ได้
- Arc Fault Circuit Interrupter (AFCI) หรือ Arc Fault Detection Device (AFDD): เป็นอุปกรณ์ป้องกันที่จะตัดวงจรเมื่อเกิดการอาร์ค การอาร์คเกิดได้จากหลายสาเหตุ ยกตัวอย่างเช่น จุดต่อสายหลวม ซึ่งเมื่อจุดต่อสายหลวมอาจจะทำให้อุปกรณ์ป้องกันชนิดอื่นๆ เช่น RCD, CB ไม่ตัดการทำงาน แต่การอาร์คสามารถเป็นต้นเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ได้ การทำงานของ AFCI ประกอบด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถตรวจจับรูปคลื่นของอาร์คได้ ซึ่งจะตัดการทำงาน เมื่อตรวจพบรูปคลื่นที่ไม่ต้องการ
- Phase Protection: เป็นอุปกรณ์ป้องกัน ที่ใช้ตรวจสอบลำดับเฟส แรงดันต่ำ (Under Voltage) และแรงดันเกิน (Over Voltage) ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รูปแบบนึง จะทำการตัดการทำการ หรือสั่งให้เบรกเกอร์ตัดการทำงาน เมื่อมีการเกิดความปกติตามที่ได้ตั้งค่าไว้
- Residual Current Device (RCD): เป็นอุปกรณ์ป้องกันที่ใช้สำหรับตรวจจับไฟรั่ว ซึ่งคือหัวข้อในบทความนี้ หลักการทำงานของอุปกรณ์ RCD จะใช้การวัดกระแสไฟเข้าและออกว่าเท่ากันหรือไม่ หากกระแสไฟเข้าและกระแสไฟออกต่างกันเกินกว่าค่าที่กำหนด อุปกรณ์จะตัดวงจร โดยทั่วไปกระแสไฟที่กำหนด จะกำหนดไว้ที่ 30mA และต้องตัดภายในเวลา 30 ms การวัดความต่างของกระแสเข้าและกระแสออก ทำได้โดยการใช้ CT คล้องผ่านสาย L และ N พร้อมกัน ในสภาวะปกติหากไม่มีกระแสไฟรั่วไหล CT ที่คล้องอยู่จะวัดค่าได้ 0 mA จากหลักการทำงานนี้เอง อุปกรณ์ประเภท CT จึงต้องมีการใช้งาน CT เพื่อตรวจสอบค่ากระแสรั่วไหล แต่เนื่องด้วยหากมีกระแสรั่วไหลแบบความถี่สูง หรือแบบ DC อาจจะส่งผลทำให้ CT ที่ใช้วัดค่ามีการอิ่มตัว หรือกล่าวได้ว่ามีการวัดค่าที่ผิดเพี้ยนไปจากปกติ ด้วยเหตุผลนี้เองจึงทำให้ มีการออกแบบอุปกรณ์ RCD มีหลากหลายชนิด ได้แก่
- Type AC: ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับการใช้งานกับโหลดที่มีกระแสรั่วไหลในลักษณะของ คลื่นรูปไซน์ที่มีความถี่ 50Hz
- Type A: ถูกออกแบบให้สามารถใช้งานกับโหลดที่มีกระแสรั่วไหลแบบคลื่นที่ผ่านวงจรเรียงกระแสแบบ 1 เฟส ทั้งแบบครึ่งคลื่น และแบบเต็มคลื่น รวมถึงใช้งานเหมือนรูปแบบ Type AC ด้วย
- Type F: ถูกออกแบบให้สามารถใช้งานกับโหลดที่มีกระแสรั่วไหลแบบความถี่สูงถึง 1kHz รวมถึงใช้งานเหมือนรูปแบบ Type A และ Type AC ได้
- Type B: เป็นอุปกรณ์ตรวจจับไฟรั่วที่ออกแบบมาให้สามารถใช้กับโหลดที่มีกระแสรั่วไหล ทั้งแบบ Type AC, Type A, Type F อีกทั้งยังสามารถใช้กับโหลดที่มีกระแสรั่วไหลแบบ DC ได้ จากปัญหาของ CT ที่ทั่วไปอาจจะมีการอิ่มตัวเนื่องจากมีกระแส DC ทำให้อุปกรณ์ RCD ประเภท Type B มีการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยการออกแบบให้มี CT ชนิดพิเศษ อีก 1 ตัวใช้สำหรับวัดค่ากระแสรั่วไหลในรูปแบบ DC ได้ ทำให้อุปกรณ์ตรวจจับไฟรั่วประเภท Type B นั่นจะ CT อยู่ 2 ตัวข้างในอุปกรณ์

รูปภาพ ลักษณะรูปคลื่นที่ Type B สามารถตัดวงจรได้
(แหล่งที่มา : ABB Everything you wanted to know about Type B residual current circuit breakers but never dared to ask)
หากผู้อ่านมีข้อสงสัยว่ารูปคลื่นกระแสรั่วไหล แบบอื่นๆ สามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากตารางด้านล่าง

รูปภาพ วงจรที่ต้องใช้งาน RCD Type B
(แหล่งที่มา : ABB Everything you wanted to know about Type B residual current circuit breakers but never dared to ask)
| รูปคลื่นกระแส | Type AC | Type A | Type F | Type B |
|---|---|---|---|---|
ตารางเปรียบเทียบ RCD แต่ละชนิด
เพิ่มเติม อุปกรณ์ตัดไฟรั่ว RCD โดยทั่วไปที่ใช้งานจะถูกผลิตขึ้นมาในรูปแบบของเบรกเกอร์ เรียกว่า Residual Current Circuit Breaker (RCCB) ซึ่งอุปกรณ์ตัดไฟรั่วแบบ RCCB ตามท้องตลาดจะมีจำหน่ายทั้ง Type AC, Type A, Type B แต่จะมีอุปกรณ์ตัดไฟรั่ว RCD อีกหนึ่งรูปแบบโดยพัฒนาให้สามารถตัดวงได้ทั้ง กระแสไฟรั่ว กระแสไฟเกิน และกระแสไฟช็อต เรียกว่า Residual Current Circuit Breaker with Over Current Protection (RCBO) ซึ่งตัว RCBO ถูกนำมาใช้แพร่หลายในการใช้งานตามบ้านเรือนทั่วไป แต่อุปกรณ์ RCBO ทั่วไปตามท้องตลาดจะถูกจำหน่าย Type AC เป็นหลัก เพราะฉะนั้นหากต้องการนำไปใช้กับโหลดที่มีกระแสรั่วไหลแบบ DC อาทิเช่น EV Charger จะต้องใช้งาน RCCB Type B ควบคู่กับการติดตั้ง MCB ด้วย

